|
|||||
|
|
|
| ||||||||
19 มกราคม 2553
สวยใส...ไม่แห้งแล้งPost Today - ถึงแม้ว่าช่วงนี้ลมหนาวแลดูคล้ายจะผ่านไปแบบไม่หวนคืนแล้วสำหรับบ้านเรา ...
แต่สาวๆ หนุ่มๆ หลายคน โดยเฉพาะคนที่มีสภาพผิวแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาจยังรู้สึกได้ว่าผิวพรรณของเรายังคงแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื่นหรือลอกเป็นขุยอยู่เนืองๆ เหมือนตอนอากาศเย็นอยู่ก็ไม่ปาน เพราะอุณหภูมิกับความชื้นในอากาศไม่ได้แปรผันตามกันเสมอไป นั่นคืออุณหภูมิสูงไม่ได้หมายความว่าความชื้นในอากาศจะต้องสูงตามไปด้วย ในช่วงม.ค.ก.พ. ที่โดยปกติแล้วยังคงเป็นฤดูแล้ง ความชื้นในอากาศยังคงน้อย เราจึงไม่ควรละเลยที่จะดูแลผิวให้เหมาะสม เพื่อผิวพรรณที่สดใสและดูดีอยู่เสมอ ![]() การดูแลผิวตามขั้นตอนต่อไปนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในช่วงหน้าหนาว แต่สำหรับคนที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ผิวมีสิทธิเสียความชุ่มชื่น เช่น ทำงานในห้องแอร์ทั้งวัน หรือเดินทางไปในสถานที่ร้อนแต่แห้ง ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน ![]() หยุดยั้งการเสียความชุ่มชื่น สาวๆ ที่แต่งหน้า ในระหว่างการทำความสะอาดเครื่องสำอาง คุณอาจลดขั้นตอนหรือใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกแอสทริงเจนท์ หรือที่มีส่วนผสมของกรด AHA ให้น้อยลง เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยผลัดผิว ซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองได้ง่ายในสภาพอากาศแห้งและเย็น การขัดหน้าก็ยังทำได้ เพียงแต่ลดความถี่ในการทำลง เหลือแค่อาทิตย์ละครั้งเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายและลอกออกก็พอ อย่าล้างหน้าหรืออาบน้ำบ่อยและใช้เวลานานเกินไป เพราะการล้างหน้าหรืออาบน้ำแต่ละครั้ง จะขจัดความมันและความชุ่มชื่นของผิวออกไป นอกจากนั้น ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดและขัดถูผิวแรงๆ เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้นและเกิดความระคายเคืองได้ ช่วงเช้า เพิ่งตื่นนอน อาจใช้เพียงน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้องล้างหน้าก็พอ ![]() เติมน้ำให้ผิวพรรณ หลังล้างหน้าและอาบน้ำ คนที่ผิวแห้งมากให้ใช้ออยล์ชโลมผิว แล้วใช้ผ้าขนหนูซับเบาๆ แล้วจึงทาครีมบำรุงซ้ำอีกครั้ง ส่วนคนที่ผิวมันสามารถข้ามขั้นการทาออยล์ไปได้ แต่ก็ยังควรทามอยส์เจอไรเซอร์อยู่ดี ช่วงเช้าลองดื่มน้ำอุ่นจัดๆ ผสมน้ำมะนาว ช่วยดีทอกซ์และทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น ระหว่างวันให้พยายามดื่มน้ำเยอะๆ หรือจิบน้ำบ่อยๆ ลองทำสปาให้ผิวแบบง่ายๆ ที่บ้าน โดยใช้กล้วยบดผสมน้ำผึ้ง หรือไข่แดงผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมันมะกอก ใช้พอกผิวไว้สัก 15 นาที ก่อนอาบน้ำหรือล้างหน้า ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่นและนวลเนียนขึ้น หากต้องทำงานในห้องแอร์เป็นประจำ อาจจะเติมความชุ่มชื้นให้อากาศในห้อง ด้วยการปลูกต้นไม้ หรือมีตู้เลี้ยงปลา หรืออาจใช้แก้วใส่น้ำไว้หลายๆ จุด ภายในห้องก็ได้ รับประทานอาหาร หรืออาหารเสริม ที่มี เบตาแคโรทีน ที่ช่วยทำให้ผิวแข็งแรงและต้านทานรังสียูวี พบมากในผักตำลึง แครอต ฟักทอง มะละกอ วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น พบมากในธัญพืชโดยเฉพาะข้าวกล้อง และ โคเอ็มไซม์ คิวเท็น ที่ทำให้ผิวพรรณนวลเนียนหน้าเด้งใส พบในเซลล์ทุกชนิด แต่ถ้าจะให้ได้ผลดี ควรเป็นสารสกัดประเภทอาหารเสริม ![]() ปกป้องผิวจากแสงแดด สิ่งที่ไม่ควรละเลย ไม่ว่าฤดูไหนๆ คือการปกป้องผิวจากแสงแดด โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่อากาศเย็นกว่าปกติ หลายคนเลยไม่รู้สึกถึงความร้อน แต่อย่าลืมว่ายูวีไม่เคยหยุดทำร้ายผิวพรรณให้หมองคล้ำ เป็นฝ้าหรือตกกระ และที่ร้ายกว่านั้นคือ ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ดังนั้น อย่าลืมใส่ใจในการเลือกหาครีมกันแดดมาช่วยในการพิทักษ์ผิว ในท้องตลาดมีครีมกันแดดให้เลือกมากมาย แต่ก่อนที่เราจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับเรา น่าจะลองมารู้จักตัวอันตรายในแสงแดดที่ทำร้ายผิวกันสักหน่อยดีกว่า ในแสงแดดที่ตกถึงโลกจะมีรังสี ซึ่งแบ่งเป็น 3 ความยาวคลื่นใหญ่ๆ คือ ยูวีบี (รังสีอัลตราไวโอเลต) ที่มีความยาวช่วงคลื่น 290-320 นาโนเมตร เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเราเปลี่ยนสีและผิวแห้งลง รวมทั้งอาจเป็นรังสีที่ก่อมะเร็งด้วย ช่วงคลื่น 320-400 นาโนเมตร เรียกว่ายูวีเอ ทำให้ผิวเปลี่ยนสี สามารถทะลุเข้าไปในชั้นหนังแท้ ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวแก่และเหี่ยวก่อนวัย และช่วงคลื่น 400-760 นาโนเมตร เป็นรังสีที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งรังสีจากแสงแดดเหล่านี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี หรือฟิสิกส์กับสารเคมีในผิวหนัง แต่รังสีแสงยูวีเอและยูวีบีทำให้เกิดอันตรายต่อผิวมากที่สุด ครีมกันแดดมีทั้งชนิดที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสีจากแสงแดดได้ทั้ง 3 ช่วงคลื่นและมีชนิดที่ป้องกันได้เฉพาะบางช่วงคลื่นเท่านั้น โดยหลักๆ แบ่งได้ 2 แบบ คือ ประเภทแรก สารกันแดดชนิดดูดแสง สารในตัวครีมจะดูดแสงเข้าไปในโมเลกุลของสาร แล้วเปลี่ยนแสงนั้นให้เป็นพลังงานความร้อน จึงป้องกันไม่ให้แสงผ่านลงไปในชั้นผิวหนังได้ แต่บางชนิดดูดซับได้เฉพาะรังสียูวีเอ บางชนิดดูดซับเฉพาะรังสียูวีบี และบางชนิดดูดซับได้ทั้งยูวีเอและยูวีบี แต่ยังไม่มีสารใดสามารถดูดซับรังสีที่มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ประเภทที่สอง สารสะท้อนแสงแดดออกจากผิว สารในกลุ่มนี้ได้แก่ ไททาเนียม ไดออกไซด์, ซิงค์ออกไซด์ ซึ่งตัวหลังมีคุณสมบัติดีกว่า เพราะสามารถสะท้อนแสงในช่วงคลื่นยูวีเอ ยูวีบี และรังสีที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ผู้ใช้จึงต้องอ่านสรรพคุณและส่วนผสมบนฉลากให้ดี อีกทั้งควรเลือกชนิดที่มีความเข้มข้นของสารที่ได้แต่ละตัวอย่างพอเหมาะ ดูที่ค่าเอสพีเอฟของครีมกันแดด ที่ระบุไว้ว่าป้องกันได้เท่าไร และนอกจากเอสพีเอฟแล้ว ยังมีค่าพีเอ ซึ่งใช้วัดประสิทธิภาพของสารกันแดดที่กันรังสียูวีเอ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ พีเอ บวกระหว่าง 2-4 หมายถึงป้องกันยูวีเอได้บ้าง ถ้าพีเอบวกๆ ระหว่าง 4-8 ป้องกันยูวีเอได้ดีพอสมควร และพีเอบวกๆๆ ตั้งแต่ 8 ขึ้นไป ป้องกันได้ดีที่สุด หลังจากเลือกครีมกันแดดได้แล้ว ก่อนออกจากบ้านก็อย่าลืมเตือนตัวเองให้ทาครีมก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที และควรทาซ้ำทุก 3-4 ชั่วโมง ทำตามขั้นตอนนี้แล้ว รับรองว่าผิวหน้าและผิวกายสวยใสไม่ว่าฤดูไหนแน่นอน...
------------------------------------------------------------------------ New ! เปิดบริการใหม่ Bangkok Post Classified หลากหลายหมวดหมู่ : Job , Tour , Education , Property , Auto , Entertainment , Sale , Services ----------------------------------------------------------- คะแนน: ( สมาร์ท และ สไตล์ )
|
|
หน้าแรก |
เกี่ยวกับเรา |
ค้นหางาน | ฝากประวัติ |
บทความหน้ารู้ |
ติดต่อเรา
Post Publishing PCL | Bangkok Post | Post Today | Guru Bangkok | Student Weekly | Top 9 destinations Copyright © 2007 - JobJob Co.,Ltd. All rights reserved. | Terms and Conditions | Privacy Policy |