|
|||||
|
|
|
| ||||||||
5 ตุลาคม 2549
ทำไมเกาหลีใต้จึงพัฒนาประเทศได้เร็ว(กว่าเรา)เชื่อว่าหลายท่านที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศของไทยเราและของเกาหลีใต้ คงจะมีคำถามนี้อยู่ในใจเหมือนกับผู้เขียน เราทราบว่าประเทศไทยได้เริ่มมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม และจัดระบบการคมนาคมและสาธารณูปโภค เช่น สร้างทางรถไฟ ทำถนน ทำระบบประปามาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวง ก็คือประมาณ 100 ปีมาแล้ว และหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ประเทศไทยก็มีรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นนายทหารอยู่หลายสมัยติดต่อกันมา โดยในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติ...
ช่วงเวลาที่เกิดสงครามเย็น (แบบปวดแสบปวดร้อน) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตนั้นกินเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ คือ ในราวปี ค.ศ. 1950 ถึงประมาณปี 1978 ที่เกิดการล่มสลายของประเทศที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ในช่วงเวลาที่เกิดสงครามเย็นนั้น พี่เบิ้มของทั้งสองค่ายต่างก็มีความหวาดระแวงคอยสืบหาข่าวทำจารกรรมและหาสมัครพรรคพวกกันอย่างเอาเป็นเอาตาย สำหรับไทยนั้นอยู่ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยข้างสหรัฐ ดังนั้น ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอม เราจึงมีค่ายทหารของสหรัฐประจำอยู่ในจังหวัดต่างๆ เช่น อู่ตะเภาในนครสวรรค์ และหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนมิตรภาพที่เป็นถนนสายหลักในภาคอีสาน ก็เป็นอนุสรณ์ถึงมิตรภาพระหว่างสหรัฐกับไทย เพราะสหรัฐได้สร้างถนนนี้ให้เรา (ก็เพื่อความสะดวกของสหรัฐในการขนส่งลำเลียงทหาร อาวุธ และเสบียงด้วยนั่นแหละ!) ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่าคอลัมน์ HR Variety ในวันนี้ ทำไมจึงเหมือนคอลัมน์วิชาประวัติศาสตร์จังเลย แหม! ต้องขอย้อนประวัติศาสตร์สักหน่อยนะคะ จะได้ทราบถึงเหตุผลที่มาที่ไปว่าทำไมในยุคนั้นจึงมีเงินสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยมากมายเหลือเกินเป็นหลายร้อยล้านบาทจากองค์การต่างชาติ เช่น UN UNDP UNESCO และอีกหลายองค์การที่สหรัฐหนุนหลังอยู่ ในยุคนั้นประเทศในเอเชีย เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามใต้ ที่ยอมให้สหรัฐไปตั้งค่ายทหาร ต่างก็ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนในรูปแบบของงบประมาณค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเศรษฐกิจ สาธารณูปโภค การศึกษา และการสาธารณสุขด้วย ซึ่งถ้ารัฐบาลมีความสามารถและมีความซื่อสัตย์สุจริต ก็คงจะสามารถนำเงินจำนวนมหาศาลนั้นไปพัฒนาให้ประเทศและประชาชนมีความเจริญก้าวหน้าได้มากพอสมควร แต่ก็เป็นอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ รัฐบาลของประธานาธิบดีมาร์กอส ผู้มีศรีภริยาคือ นางอีเมลดา มาร์กอส ก็ถูกขับไล่ออกนอกประเทศ ด้วยข้อหาฉ้อฉลคอร์รัปชันและเผด็จการบ้าอำนาจ ส่วนของไทยนั้น รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ก็ถูกวิจารณ์ในเรื่องปัญหาคอร์รัปชันเช่นกัน โดยตัวของท่านจอมพลสฤษดิ์นั้นมีอนุภรรยานับเป็นร้อย ซึ่งใครๆ ก็สงสัยว่าท่านนายพลเอาเงินจากไหนไปเลี้ยงดูเหล่าอนุฯ จำนวนมากนี้ได้ มาถึงรัฐบาลของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส จารุเสถียร ก็ถูกประชาชนที่นำโดยนิสิต นักศึกษา เดินขบวนขับไล่ ฐานคอร์รัปชันและเป็นทรราชจอมเผด็จการเช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดีมาร์กอสโดน มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านที่อายุอยู่ในวัยเอ๊าะไม่เกิน 30 ปี ที่เกิดไม่ทันสมัยจอมพลถนอมก็คงพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมประเทศไทย (และฟิลิปปินส์ด้วย) จึงไม่สามารถพัฒนาประเทศได้รวดเร็วเท่าที่ควร ในส่วนของประเทศเกาหลีใต้นั้น ช่วงทศวรรษ 1950-1960 เป็นเวลาที่ถูกครอบงำโดยประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งมีปัญหาขัดแย้งรบพุ่งภายในประเทศเองจนแตกแยกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ สภาพทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในช่วงต้นทศวรรษของปี 1960 นั้น บอบช้ำทรุดโทรมมาก โดยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่จนที่สุดของโลกประเทศหนึ่ง ในขณะที่ประเทศไทยในเวลานั้นยังไม่ทรุดโทรมเพราะสงครามแบบเกาหลีใต้เลย แล้วมาดูประเทศเกาหลีใต้ในวันนี้สิ จัดเป็นประเทศหนึ่งที่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีในระดับสูง มีสินค้าส่งออกติดแบรนด์ดังของโลก เช่น Samsung LG แล้วประเทศไทยล่ะ มีสินค้าอะไรที่ติดอันดับโลกบ้าง -- ทำไมเกาหลีใต้จึงเจริญเร็วกว่าเรา -- คำถามนี้อยู่ในใจของผู้เขียนตลอดมา จนได้มีโอกาสไปเยือนเกาหลีใต้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในเดือนสิงหาคมนั้น กรุงโซลร้อนอบอ้าวและครึ้มด้วยเมฆฝนเหมือนกับกรุงเทพฯ เช่นกัน แต่ภูมิประเทศของกรุงโซลนั้นตั้งอยู่บนที่ราบสูง มีภูเขาอยู่ด้วย ทำให้มีวิวสวยงาม ตื่นเช้ามองออกมาหน้าต่างโรงแรม ซึ่งอยู่ใจกลางกรุงโซลก็มองเห็นภูเขาอยู่ไกลๆ ตามถนนหนทางปลูกต้นเมเบิล ต้นแปะก๊วย (รับรองเป็นต้นแปะก๊วยจริงๆ ค่ะ กำลังออกผลเป็นสีนวลอร่ามไปทั้งต้น) และไม้ยืนต้นประเภทอื่นๆ อาคารบ้านเมืองก็เป็นอาคารสูงแบบบ้านเรานี่แหละ แต่ความที่กรุงโซลมีพื้นที่มากกว่ากรุงเทพฯ จึงทำให้ดูไม่แออัดยัดเยียดเหมือนกรุงเทพฯ บางย่านของเขาก็ยังคงให้เห็นสภาพบ้านเรือนเก่าๆ เป็นตึกแถวเล็กๆ เพียง 2 ชั้นก็มี ตามบาทวิถีก็มีคนเข็นรถมาขายของ เช่น ลูกชิ้นปลาปิ้ง ไส้กรอกทอด ข้าวโพดต้ม แปะก๊วยคั่ว และอาหารต่างๆ รวมทั้งขายเสื้อผ้าตามถนนเหมือนย่านโบ๊เบ๊เช่นกัน เพียงแต่ราคาอาหารของเขาจะแพงกว่าบ้านเรา ยกตัวอย่างเช่น ข้าวโพดปิ้ง ข้างถนนของเขา ราคาฝักละ 80 บาท แต่เสื้อผ้าไม่ค่อยแพง ราคาพอๆ กัน เสื้อยืดข้างถนนตัวละประมาณ 200-300 บาท เนื้อผ้าหนาพอสมควร อาหารการกินของเขานั้นเน้นผักดองเป็นส่วนใหญ่ ไม่หรูหราฟู่ฟ่าเหมือนที่เห็นโชว์ในสำรับที่ปรุงโดยแดจังกึมหรอกนะคะ ได้ลองถามชาวเกาหลีดูแล้วว่าอะไรคืออาหารประจำวันของเขา เขาบอกว่า "กิมจิ" ค่ะ เขาทานกิมจิคลุกข้าว และใส่ซอสเผ็ดๆ ตั้งแต่มื้อเช้าเลย กิมจินี้ก็คือผักดองนั่นเอง เนื่องจากเกาหลีนั้นอยู่ในละติจูดที่สูงกว่าประเทศไทย จึงมีอากาศหนาวกว่าแบบมีหิมะตก คนที่เคยไปเกาหลีหน้าหนาวนั้นบอกว่าหนาวทารุณทีเดียว ดังนั้น เขาจึงต้องรู้จักวิธีถนอมอาหารด้วยการหมักดองผักทุกชนิด ผักกาดขาว หัวไช้เท้า ผักกวางตุ้ง แตงกวา ถั่วงอก ฯลฯ พี่แกจับมาดองเปรี้ยว ดองเผ็ด ดองเค็ม หรือคลุกน้ำมันงาแล้วหมักไว้หมด เท่าที่ผู้เขียนไปกรุงโซลมา 6 คืน ได้เจอกิมจิทุกมื้อเลยค่ะ เนื้อสัตว์ที่เกาหลีใต้จะราคาแพงมาก โดยเฉพาะอาหารประเภทซีฟู้ด เช่น ปลา หรือกุ้ง นั้นจะแพงมากๆ อย่างสเต็กปลานั้นจานหนึ่งตกประมาณ 800-1,500 บาท (ราคาตามร้านอาหารทั่วไป ไม่ใช่ราคาโรงแรมนะคะ) ดังนั้น ชาวเกาหลีจะกินอยู่อย่างประหยัด รับประทานข้าวกับผักกิมจิเป็นส่วนใหญ่ ดูแล้วประหยัดกว่าคนไทยเสียอีก แต่ถ้าพวกเขามาเที่ยวเมืองไทยเขาก็เล่าว่าชอบไปเที่ยวภูเก็ต และชอบอาหารไทยมาก เพราะราคาถูกและรสจัด เพราะชาวเกาหลีทานอาหารรสเผ็ดเหมือนเรา ตามถนนหนทางนั้น รถราที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นรถขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่เป็นรถทำในประเทศทั้งสิ้น เช่น แดวูและฮุนได ตลอด เว้นที่อยู่กรุงโซลนั้น ผู้เขียนและเพื่อนอาจารย์ที่เดินทางไปด้วยไม่เคยเห็นรถเบนซ์เลยสักคัน เห็น BMW เพียง 1 คัน และรถคาดิลแล็ก 1 คัน ทั้งๆ ที่เราพำนักอยู่ที่โรงแรมเวสทิน โชซุน ซึ่งเป็นโรงแรม 5 ดาว อยู่ในย่านธุรกิจใจกลางเมือง รถแท็กซี่ที่วิ่งกันขวักไขว่ก็เป็นรถเกาหลี ประชาชนส่วนใหญ่ใช้รถไฟใต้ดินและรถประจำทาง เพื่อนอาจารย์ชาวเกาหลีเล่าให้ฟังว่าคนเกาหลีเป็นคนชาตินิยม ข้อนี้เห็นทีจะจริงอยู่ เพราะในสนามบินนั้นก็เห็นจอภาพของ Samsung ติดตั้งอยู่หลายที่ ชาวบ้านร้านช่องก็ใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Samsung กันเป็นส่วนใหญ่ นิสัยประหยัดและความเป็นชาตินิยมของคนเกาหลีที่นิยมใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจของเกาหลีฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น คล้ายกับชาวญี่ปุ่นและชาวจีนที่มีความเป็นชาตินิยมและประหยัดเช่นกัน และปัจจัยสุดท้ายที่เป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนผลักดัน (หรือกดดัน) ให้กระบวนการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็วได้ผลก็คือ ปัจจัยเรื่องผู้นำนี่เอง ทั้งนี้ ผู้เขียนโชคดีมีโอกาสได้พบกับ ดร.ซุน ฮุน เบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของรัฐบาลเกาหลีใต้ สมัยที่ท่านคิม แด จุง เป็นประธานาธิบดี โดยปัจจุบัน ดร.เบดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานด้านการสื่อสารของสถาบัน Korean Advance Institute of Science and Technology (KAIST) ผู้เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องการเขียนและการสอนกรณีศึกษาทางธุรกิจ ที่ผู้เขียนได้ไปเข้าสัมมนาด้วย ผู้เขียนได้พูดคุยกับ ดร.เบในหลายเรื่องด้วยกัน และหนึ่งในหัวข้อของการพูดคุยก็คือ ปัจจัยที่ทำให้เกาหลีใต้พัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้รวดเร็ว ดร.เบได้แสดงทัศนคติของท่านว่า ประธานาธิบดี ปัก จุง ฮี ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศในช่วงทศวรรษปี 1963-1979 นั้น แม้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการ แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความเด็ดขาด และได้สั่งการให้มีการจัดสร้างสาธารณูปโภค พัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยีของประชาชนอย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาบุคลากรนั้น ประธานาธิบดีปัก จุง ฮี ให้ความสำคัญมาก โดยจัดให้มีการฝึกอบรมข้าราชการ ประชาชนให้มีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ และโดยส่วนตัวแล้ว ปัก จุง ฮี เป็นคนที่ดำเนินชีวิตค่อนข้างสมถะ ไม่หรูหรา ซึ่งผิดกับผู้นำในหลายประเทศที่ยากจน ซึ่งมักเหลิงอำนาจ คอร์รัปชัน และใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย ความเด็ดขาดแบบทหารของปัก จุง ฮี ทำให้การดำเนินการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว และนี่ก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกาหลีใต้พัฒนาได้เร็วกว่าเรา สัปดาห์นี้คุยกันเรื่องหนักหน่อยนะคะ แต่คิดว่าน่าจะให้ข้อคิดที่ดีเกี่ยวกับบทบาทของผู้นำในการพัฒนาคน พัฒนาองค์กร และพัฒนาชาติ ซึ่งโดยเนื้อแท้ก็เป็นเรื่องการบริหาร HR ในระดับชาตินี่เอง เรื่องของเราชาว HR แท้ๆ เลย ! คะแนน: ( คน และ องค์กร )
|
|
หน้าแรก |
เกี่ยวกับเรา |
ค้นหางาน | ฝากประวัติ |
บทความหน้ารู้ |
ติดต่อเรา
Post Publishing PCL | Bangkok Post | Post Today | Guru Bangkok | Student Weekly | Top 9 destinations Copyright © 2007 - JobJob Co.,Ltd. All rights reserved. | Terms and Conditions | Privacy Policy |